วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563

บันทึกอนุทินครั้งที่ 6


บันทึกอนุทินครั้งที่ 6 
วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 
เวลาเรียน 13:30-16:30น.


วันนี้อาจารย์ให้ออกมานำเสนอบทความของตัวเองหน้าห้องเรียน 

วันนี้ดิฉันได้นำเสนอ



บทความเรื่อง การฝึกพฤติกรรมและแก้ไขการพูดในเด็ก

ปัญหาเรื่องการพูดของลูกน้อย
นับเป็นปัญหาที่คุณแม่สามารถสังเกตได้ง่าย เช่น ลูกพูดช้า พูดไม่ชัด พูดภาษาแปลกๆ หรือลูกไม่พูด และเพื่อให้ได้รับคำอธิบายที่ถูกต้อง คุณแม่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขการพูดซึ่งจะช่วยบำบัดรักษาและแก้ไขการพูดหรือความบกพร่องที่เกิดจากการใช้อวัยวะในการพูดหรือความบกพร่องทางสมองซึ่งมีดังนี้

1. ปัญหาด้านภาษา
ปัญหาด้านภาษาในเด็กที่พบบ่อย ได้แก่ ปัญหาพัฒนาการด้านภาษาล่าช้า สังเกตได้จากการที่เด็กไม่ทำตามคำสั่ง หรือบางครั้งก็ทำ บางครั้งก็ไม่ทำ นอกจากนี้ เด็กในกลุ่มนี้อาจมีปัญหาด้านพฤติกรรมด้วย เช่น ใจร้อน รอคอยไม่ได้ อารมณ์ร้าย เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็อาละวาด ซึ่งปัญหาทั้งสามอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันได้

2. ปัญหาด้านพฤติกรรม
ปัญหาด้านพฤติกรรมมักเป็นปัญหาเรื่องความไม่นิ่งของเด็ก ทำให้มีผลกระทบต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะในช่วงก่อนวัยเรียน ช่วงวัยนี้พัฒนาการของเด็กจะดำเนินไปอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นการช่วยเหลือเด็กให้สามารถพัฒนาได้ตามศักยภาพของเขาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

3. ปัญหาด้านการพูด
เด็กที่มีความบกพร่องทางอวัยวะที่ใช้พูด เช่น เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ เด็กที่มีเส้นยึดใต้ลิ้นสั้นกว่าปกติ เด็กที่มีปัญหาด้านการได้ยิน ภาวะอาการดังกล่าวทำให้เด็กมีปัญหาด้านการพูดได้ เช่น พูดช้า พูดไม่ชัด

เด็กที่ขาดการกระตุ้นที่เหมาะสมหรือขาดโอกาสในการพูด เช่น คุณพ่อคุณแม่ หรือพี่เลี้ยงปล่อยให้เด็กดูแต่โทรทัศน์ จึงทำให้เด็กไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูด และในที่สุดจะส่งผลให้เด็กไม่พูด หรือพูดช้าได้ ส่วนกรณีที่เด็กพูดไม่ชัด การพูดไม่ชัด เช่น ออกเสียงพยัญชนะต้นเป็นเสียง “อ.อ่าง” หมด หรือ ออกเสียงแม่สะกดไม่ชัด เช่น “ ชอบกิน” เป็น “ชอบกิง” บางรายก็พูดเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้ หรือมีปัญหาการพูดติดอ่าง อาจเกิดจากการที่ไม่มีแบบอย่างการพูดที่ถูกต้อง หรือมีพี่เลี้ยงพูดไม่ชัด จึงทำให้เด็กพูดตามเสียงที่ได้ยินมาผิดๆ ซึ่งทำให้กระทบไปถึงบุคลิกของลูกด้วย

เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสมอง ได้แก่ เด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น และเด็กปัญญาอ่อน ซึ่งส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้จะมีปัญหาด้านการพูด ปัญหาหลักที่พบในเด็กกลุ่มนี้นั้น จะอยู่ที่การมีความล่าช้าของพัฒนาการทางด้านภาษาที่ไม่สมวัย ร่วมกับการไม่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกันได้

การให้บริการของนักแก้ไขการพูด คือ
-การประเมิน ให้คำปรึกษา แนะนำ วิธีการฝึกทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มีปัญหาทางด้านภาษา การพูด และ-พฤติกรรมโดยให้บริการได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
-คำแนะนำด้านการฝึกภาษาและจัดโปรแกรมให้ผู้ปกครองนำไปฝึกเด็กที่บ้านได้
-ประเมินและกระตุ้นการพูดโดยการฝึกด้าน oral sensorimotor โดยผู้เชี่ยวชาญ
-ฟื้นฟูสมรรถภาพทางการได้ยินในผู้ป่วยผู้ใหญ่หลังจากใช้เครื่องช่วงฟัง
-ฝึกพฤติกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่ได้รับวุฒิบัตรทางด้านการปรับพฤติกรรม (BCBA, USA)





บทความเรื่องเมื่อ ลูกโมโหร้าย หงุดหงิด อาละวาด ทำไงดี
น.ส.กังสดาล สังวรสินธุ์ เลขที่18

       อารมณ์ของลูกน้อยเด็กน้อยวัย 3 ปีขึ้นไป จะมีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่ชัดเจนมาก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และมีการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการอะไร ชอบอะไร หรือไม่พอใจอะไร
แน่นอนว่าบางครั้งเด็กน้อยที่อยู่ในวัยนี้ต้องมีอารมณ์โมโห หงุดหงิด ยามไม่ได้ดั่งใจกันแน่ๆ ซึ่งหากเมื่อลูกอาละวาดหรือลงไปชักดิ้นชักงอ สิ่งที่คุณพ่อและคุณแม่ควรทำมากที่สุดคือ ห้ามแสดงอาการโกรธลูก ทำสีหน้าแสดงความไม่พอใจ หรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่ให้คุณพ่อและคุณแม่พยายามสูดหายใจเข้า-ออก ลึกๆ ใจเย็นๆ นับ 1-10 เอาไว้พยายามค่อยๆ ทำให้ลูกอารมณ์สงบลง อาจปลอบโยนลูกด้วยวิธีที่คุณพ่อและคุณแม่ถนัดก็ได้แต่ห้ามตามใจในสิ่งที่ลูกเรียกร้องเด็ดขาด เด็กวัยนี้เค้าพูดเข้าใจแล้ว ให้กอดลูกไว้และมองตาเค้า พูดกับลูกอย่างจริงจังถึงพฤติกรรมที่ลูกทำออกมาว่าไม่น่ารัก ไม่ต้องอธิบายอะไรยาวๆ หรือลงลึกรายละเอียดอะไรเยอะแยะ บอกลูกแค่สั้นๆ แต่เป็นคำพูดที่อ่อนโยนและไม่ทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกตำหนิ แต่เป็นการสอนและการตักเตือนไม่ให้ลูกทำพฤติกรรมแบบนี้อีก




บทความเรื่อง ลูกดูดนิ้วอีกแล้ว
นางสาว ณิชาภัทร พงษ์เผ่า เลขที่ 22


ดูดนิ้ว เรื่องธรรมชาติของเบบี้

การดูดนิ้วในเด็กขวบปีแรก ถือเป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ ยังไม่เป็นพฤติกรรมผิดปกติ เพราะการที่เขาดูดนิ้วก็เพื่อต้องการสื่อสารหรือแสดงออกว่าเขาต้องการอะไร
ดูดนิ้วแบบไหน ผิดปกติ
ถ้าลูกดูดนิ้วบ่อย ต้องการอะไรก็ดูดนิ้ว โดยเฉพาะถ้าเป็นวัย 5-6 เดือนไปแล้ว ที่ลูกน้อยสามารถออกเสียงอ้อแอ้ บอกความต้องการได้ แต่ลูกกลับใช้วิธีการดูดนิ้วอย่างเดียว ก็ควรเริ่มแก้ไข และสังเกตพฤติกรรมของลูกให้มากขึ้น เพราะถ้าปล่อยไว้ จะทำให้เขาติดดูดนิ้วไปเรื่อยๆ ค่ะ
พฤติกรรมพ่อแม่ ทำลูกติดดูดนิ้ว

โดยปกติการดูดนิ้วในเด็กจะหายได้เองในช่วง 2-3 ขวบ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่คอยดูแล พฤติกรรมนี้ก็จะหายได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงที่ลูกน้อยจะติดดูดนิ้วเกินอายุ และถ้าปล่อยให้ลูกดูดนิ้วจนถึงอายุ 4-5 ขวบ จะแก้ไขยากและมีปัญหาอื่นๆ ตามมาได้
ปัจจัยที่ทำให้ลูกน้อยติดการดูดนิ้วมาตั้งแต่เล็กๆ คือ
ปัจจัยที่ทำให้ลูกน้อยติดการดูดนิ้วมาตั้งแต่เล็กๆ คือ
1.ไม่ตอบสนองความต้องการของลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ปล่อยปะละเลย ไม่ใส่ใจว่าลูกต้องการอะไร ยิ่งในช่วงแรกเกิด - 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่อาจจะยังไม่รู้ใจว่าลูกต้องการอะไร ทำให้ตอบสนองลูกได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้ลูกน้อยมีอารมณ์หงุดหงิด ร้องไห้งอแง และปลอบตัวเองด้วยการดูนิ้วมากขึ้น
2.ตวาดเสียงดัง หรือชักมือออก เมื่อลูกดูดนิ้ว ถ้าทำแบบนี้ลูกจะเกิดภาวะเครียด รู้สึกกลัว และส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว ไม่ไว้ใจคนรอบข้าง ทำให้ลูกติดการดูดนิ้วมากขึ้น เพราะการดูดนิ้วเป็นการปลอบตัวเองที่ดีที่สุด ทำให้ลูกติดดูดนิ้วไปจนโตได้
3.สภาพแวดล้อมทำให้ลูกเครียด ในเด็กที่เคยเลิกดูดนิ้วไปแล้ว แต่กลับมาดูดใหม่ แสดงว่ามีภาวะเครียดหรือความกังวลบางอย่างเกิดขึ้น เช่น กลัว ขาดความมั่นใจ กังวล เป็นต้น ซึ่งส่งผลทำให้ลูกน้อยมีปัญหาด้านพฤติกรรม กลายเป็นเด็กขาดความมั่นใจ ขี้กลัว มีปัญหาเรื่องอารมณ์ในที่สุด
แก้ปัญหาลูกดูดนิ้ว ต้องทำอย่างไร
วิธีที่ดีที่สุดคือช่วงขวบปีแรกต้องตอบสนองความต้องการของลูกให้ตรงตามที่เขาต้องการ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเอง ใกล้ชิดกับลูกตลอดก็จะรู้ว่าลูกมีนิสัยอย่างไร เวลาที่เขาร้องสัมพันธ์กับเรื่องอะไร เช่น ร้องเพราะหิว ร้องเพราะไม่สบายตัว หรือร้องเพราะง่วง เป็นต้น เด็กๆ นั้นจะกินนอน และขับถ่ายเป็นเวลาอยู่แล้ว การสังเกตพฤติกรรมจึงเป็นเรื่องไม่ยาก
ที่มา: https://www.rakluke.com/article/24/121/3553/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7?fbclid=IwAR1UT5VaTaDlzAKVjG2E5B3LTUJVCNNSGFrZ-c_OKkKpUBqmY6gNBsavo6M


บทความเรื่อง แก้ปัญหาเด็กเลือกกิน
น.ส.วิลัยพร ไชยสุระ เลขที่20
วิธีการ
1. กินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตา
เวลาอาหารถือเป็นเวลาที่อบอุ่นสำหรับครอบครัว การได้กินอาหารพร้อมกันเป็นการสร้างบรรยากาศที่ลูกจะซึมซับความอบอุ่น มีโอกาสได้พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ลูกอาจได้รับเสียงชมและเชียร์เวลาที่กินข้าวได้หลายคำ นอกจากนี้ควรให้เด็กได้มีส่วนร่วม ทำให้เด็กรู้สึกสนุกไปกับการกินด้วย เช่น ให้ลูกช่วยหยิบช้อน หรือจัดโต๊ะอาหาร เตรียมน้ำดื่ม
2. ควรกินอาหารเป็นเวลา
ตามมื้ออาหาร อย่างสม่ำเสมอจนเกิดความเคยชิน เพราะจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าเวลานี้คือเวลาที่ต้องกินข้าวแล้ว และระหว่างกินอาหารไม่ควรทำสิ่งอื่น เช่น เปิดโทรทัศน์ไปด้วย หรือเล่นมือถือ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวดึงความสนใจของเด็กออกจากอาหาร
3. จำกัดปริมาณให้พอเหมาะ
การเตรียมอาหารให้มีขนาดชิ้นเล็กพอดีคำ เคี้ยวง่าย ก็สำคัญ เพราะอาหารที่มีขนาดใหญ่เกินไป หรือปริมาณเยอะไป อาจทำให้เด็กไม่อยากกินเพราะกลัวกินไม่หมด เวลาที่จะตักอาหารให้ลูกจึงควรตักแต่น้อย หากยังไม่อิ่มค่อยตักเพิ่มทีละน้อย เพื่อให้เขากินหมดได้ เมื่อเขากินหมดได้ก็จะเกิดความภูมิใจ
4. ปรับเปลี่ยนเมนูบ้าง
การจะฝึกให้ลูกกินอาหารชนิดใหม่ ๆ ควรจะค่อย ๆ เริ่มทีละน้อย และเวลาที่ให้ลูกกินควรบอกลูกว่า สิ่งนี้ชื่ออะไร อาจจะใช้ตัวละครในนิทานมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับอาหารหรือผลไม้ที่กำลังจะกินนั้น ๆ ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญไม่ควรให้ลูกกินแต่อาหารเดิม ๆ เพราะนอกจากจะทำให้เบื่อแล้ว อาจจะได้สารอาหารไม่ครบถ้วน ซึ่งเด็กควรได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน
 พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก
เพราะลูกจะเลียนแบบพ่อแม่ทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องกินก็เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วถ้าพ่อแม่กินอะไรหรือไม่กินอะไร ลูกก็จะมีพฤติกรรมการกินในแบบเดียวกัน ดังนั้นหากอยากให้ลูกเป็นเด็กกินง่ายไม่เลือกกิน คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีโดยการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ สิ่งไหนที่ไม่อยากให้ลูกกินก็ไม่ควรกินให้ลูกเห็น เช่น ลูกกวาด น้ำอัดลม หรือขนมถุงต่าง ๆ เพราะลูกจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขากินไม่ได้ แต่พ่อแม่กินได้



บทความเรื่อง ลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ทำอย่างไรดี

นายณัฐวุฒิ บุรินทร์สุวรรณ เลขที่19


วิธีแก้ปัญหาลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน

1. คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแสดงอาการวิตกกังวล แต่ให้นิ่ง ๆ แสดงออกอย่างมั่นคงและอ่อนโยน ให้ลูกรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องที่น่ากลัวอะไร



2. คุณพ่อคุณแม่ควรไปรับส่งลูกด้วยตัวเอง เพื่อให้เขารู้สึกมั่นคง ปลอดภัย



3. คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกคุยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ขณะแต่งตัวไปโรงเรียน โดยอาจบอกลูกถึงเหตุผลที่ต้องไปโรงเรียนให้เด็ก ๆ ทำความเข้าใจ



4. เมื่อไปถึงโรงเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรบอกเวลาที่จะมารับเขาให้ชัดเจน ด้วยน้ำเสียงมั่นคง และควรมาตามสัญญาเสมอ



การประเมิน
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเพื่อนนำเสนอบทความ
ประเมินเพื่อน :  ตั้งใจฟัง 
ประเมินอาจารย์ :  พูคอธิบายเพิ่มเติม พูดให้คิดตามได้ชัดเจน



บันทึกอนุทินครั้งที่ 5



บันทึกอนุทินครั้งที่ 5
วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563
เวลาเรียน 13:30-16:30 น.


วันนี้อาจารย์สอนเรื่อง วิธีการศึกษาพฤติกรรมเด็กปฐมวัย


วิธีการศึกษาพฤติกรรม 
วิธีการศึกษาพฤติกรรม คือ วิธีการที่ถูกนำมาใช้เเสวงหาความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับพฤติกรรม จะนำเสนอวิธีการวิทยาศาสตร์มาใช้ ประกอบด้วย 5ขั้นตอนประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ กำหนดปัญหา       ตั้งสมมุติฐาน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล    และสรุปผล 
1.การทดลองเป็นการศึกษาพฤติกรรมในทางจิตวิทยาที่เป็นวิทยาศาสตร์สูงมาก โดยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์ และเหตุการณ์ที่เป็นเหตุ เรียกว่า ตัวแปรอิสระ (Tndependent Variable) ส่วนเหตุการณ์ที่เป็นผล เรียกว่า ตัวแปรตาม (Dependent Variable) การปฏิบัติต่อตัวแปรอิสระ เรียกว่า การจัดกระทำ (Treatment) ในการทดลองแต่ละครั้ง ผู้ทดลองต้องตั้งสมมุติฐานก่อนแล้วทำการทดลอง การทดลองมี  2 ลักษณะ คือ การทดลองในห้องปฏิบัติการ และการทดลองภาคสนาม 
2. การสำรวจ  เป็นการศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์เช่นกัน แม้ว่าจะไม่เข้มข้นนักก็ยังมีวิธีการศึกษาตัวแปรเหมือนการทดลอง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรจะเป็นเหตุเป็นผลแก่กันไม่ได้ และผู้ศึกษาไม่มีการจัดกระทำต่อตัวแปร กระทำเพียงแค่ศึกษาตัวแปรอย่างมีระบบในสถานการณ์ที่พบ การสำรวจ จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือ ที่มีทั้งความเชื่อถือได้ (Reliability) ความเที่ยงตรง (Validity) 
3. วิธีการตรวจสอบจิตตนเอง  วิธีการตรวจสอบจิตตนเอง หรือ วิธีการพินิจภายในนี้ หมายถึง วิธีการที่บุคคลสังเกตตนเองหรือสำรวจตนเอง โดยการให้บุคคลพิจารณาความรู้สึกของตนเอง สำรวจตรวจสอบตนเอง แล้วรายงานถึงสาเหตุและความรู้สึกของตนเองออกมา 
4. วิธีทางคลินิก เป็นการศึกษาพฤติกรรมแบบลึก (In-Depth Study) รายใดรายหนึ่งโดยใช้เครื่องมือหลาย ๆ อย่าง เพื่อให้ได้ข้อมูลหลาย ๆ ด้าน และใช้ระยะเวลานานเพื่อให้ทราบสาเหตุของพฤติกรรมของบุคคลนั้น ๆ ตลอดจนได้ข้อความรู้ใหม่ ๆ ที่จะนำไปใช้กับกรณีอื่น ๆ ได้ นักจิตวิทยาจะไม่เพียงแต่ศึกษาเรื่องตามที่คนไข้เล่าให้ฟังเท่านั้น ยังต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์ในอดีต ชีวประวัติ ศึกษาความสัมพันธ์ในครอบครัวและสิ่งแวดล้อมเพื่อดูภูมิหลังทางสังคมของคนไข้ 
5. การสังเกตอย่างมีระบบ พฤติกรรมเป็นจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องศึกษาในสถานการณ์ปกติที่สถานการณ์นั้นเกิดขึ้น โดยการเฝ้าสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างซึ่งเรียกว่า การสังเกตอย่างมีระบบวิธีการนี้ต้องนิยามพฤติกรรมที่จะสังเกตให้ชัดเจนและวัดได้ เรียกว่า นิยามปฏิบัติการ (Operational Definition) การสังเกตเป็นวิธีการที่มีความชัดเจน ง่าย และสะดวก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้สังเกตว่าจะมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะความชำนาญ มีความสามารถในการสังเกตมากน้อยแค่ไหน 
6. การใช้แบบสอบถาม การใช้แบบสอบถามเหมาะสำหรับในการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลที่มีจำนวนมาก ๆ และต้องการคำตอบอย่างรวดเร็ว ทำให้ประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แบบสอบถามทีใช้จะต้องเป็นเครื่องมือที่มีความเป็นมาตรฐาน มีคุณภาพ มีความเที่ยงตรง มีความเชื่อมั่นได้ สามารถวัดในสิ่งที่เราต้องการจะวัด ในการให้ตอบแบบสอบถามมักจะถามเกี่ยวกับเจตคติ

7. การทดสอบทางจิตวิทยา แบบทดสอบทางจิตวิทยาเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดลักษณะพฤติกรรมที่แอบแฝงอยู่ภายในตัวบุคคลซึ่งเป็นสิ่งที่บุคคลพยามยามปกปิดซ่อนเร้นไว้ จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม อาทิ การตรวจเช็คระดับสติปัญญา การวัดความถนัดและความสนใจ การตรวจลักษณะของบุคลิกภาพและอารมณ์ 
วิธีการที่ใช้ในการสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัย
1. การศึกษาแบบธรรมชาติ
1.1 เกณฑ์ระบบ เป็นวิธีการเก็บข้อมูลทั่วๆ ไป ที่นิยมใช้มากที่สุด ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก แบ่งวิธีการสังเกตเป็น 2 ประเภทคือ
           1.1.1 การสังเกตแบบธรรมชาติ (naturalistic observation) เป็นวิธีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมเด็กในสถานการณ์จริง สภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติที่เด็กอยู่ในสภาพนั้นจริงๆ เช่น  ในชั้นเรียนหรือสนามเด็กเล่น การสังเกตวิธีนี้ เป็นวิธีการสังเกตที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงพฤติกรรมอย่างธรรมชาติที่สุด
1.1.2 การสังเกตแบบมีโครงสร้าง (structured observation) 
เป็นวิธีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมของเด็กโดยมีการวางแผนโครงสร้างที่แน่นอน สามารถกำหนดสถานการณ์เพื่อศึกษาพฤติกรรมเด็ก

1.2 เกณฑ์บุคคล  เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีบุคคลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยคือ ผู้สังเกตและผู้ถูกสังเกต แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1.2.1 การสังเกตโดยการเข้าร่วม (participant observation) คือการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกตที่ผู้สังเกตต้องเข้าไปอยู่ร่วมกับเด็ก มี 2 ลักษณะคือ
          1) การเข้ามีส่วนร่วมแบบสมบูรณ์ (complete participant) เป็นวิธีการสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของกลุ่ม ปฏิบัติตนเหมือนกับเป็นผู้ถูกสังเกตเป็นวิธีการที่ได้ข้อมูลที่มีคุณค่ามาก แต่ต้องใช้ผู้สังเกตที่มีความเชี่ยวชาญสูง
2) การเข้าไปร่วมไม่สมบูรณ์ (incomplete participant) คือ การที่ผู้สังเกตจะเข้าร่วมหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมบ้างตามความจำเป็น เช่น การเข้าร่วมเพื่อสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้สังเกตและผู้ถูกสังเกต ทั้งนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยเป็นกันเอง  แต่ผู้ถูกสังเกตอาจจะรู้ตัวว่ากำลังถูกสังเกต
1.2.2 การสังเกตโดยการไม่เข้าร่วม (non-participant-observation) คือ วิธีการสังเกตที่ผู้สังเกตไม่เข้าร่วมกิจกรรม ผู้สังเกตเป็นบุคคลภายนอก การสังเกตวิธีนี้ผู้ถูกสังเกตอาจรู้ตัวว่าถูกสังเกตเพราะมีการบอกจุดมุ่งหมาย เวลา สถานที่ หรืออาจสังเกตโดยที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว  การสังเกตวิธีนี้อาจทำได้โดยการสังเกตจากห้องกระจกเพียงด้านเดียว หรือจากโทรทัศน์วงจรปิด  เป็นต้น
1.2.3 การสังเกตแบบเป็นทางการ (formal  observation) เป็นวิธีการสังเกตที่  ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวว่าถูกสังเกต มีข้อดีคือได้ข้อมูลตรงจุดมุ่งหมายเพราะมีการนัดหมายวันเวลาล่วงหน้า  ประหยัดเวลา  มีการสังเกตตามเวลาทั้งหมด  แต่มีข้อจำกัดคือข้อมูลที่ได้อาจไม่เป็นธรรมชาติ  เพราะผู้ถูกสังเกตรู้ตัว พฤติกรรมที่แสดงออกอาจเบี่ยงเบนไปได้
1.2.4 การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ (informal observation) เป็นวิธีการสังเกตที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัวว่าถูกสังเกต เพราะผู้ถูกสังเกตมิได้บอกจุดมุ่งหมาย วัน เวลา และสถานที่ไปสังเกต  การสังเกตแบบนี้มีข้อดีคือได้ข้อมูลที่เป็นธรรมชาติมีความใกล้เคียงตรงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด  เพราะพฤติกรรมของผู้ถูกสังเกตเป็นธรรมชาติ เนื่องจากไม่รู้ตัวว่าถูกสังเกต แต่มีข้อจำกัดคือวิธีการสังเกตแบบนี้ใช้เวลามาก  ต้องคอยแอบติดตามพฤติกรรมของเด็ก  เพื่อให้ได้ข้อมูลตามที่กำหนดไว้ 

2.การรายงานผลตนเอง (self-report) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสังเกตชนิดหนึ่ง ที่ใช้วิธีการซักถามผู้ถูกสังเกต เป็นวิธีที่มีประโยชน์อย่างมากในการเก็บข้อมูล เนื่องจากเป็นการเก็บข้อมูลที่ได้จากทั้งเหตุและผลที่มีข้อมูลมากพอสมควร  ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเด็กเช่น การรับรู้  ความสามารถ  ความรู้สึก  ทัศนคติ  ความเชื่อ  และประสบการณ์ในอดีต  

3.การศึกษาแบบคลินิก (clinic method) เป็นวิธีการที่ครูผู้สอน พยายามทำความเข้าใจหรือศึกษาเด็กในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ โดยใช้วิธีการศึกษาหลายวิธี อาทิเช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต  หรือใช้แบบทดสอบ  บางครั้งเรียกวิธีการนี้ว่าการศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล (case  study)  วิธีการนี้ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่สมบูรณ์  ทำให้ครูผู้สอนเข้าใจภาพรวมของตัวเด็กมากขึ้น

4.การศึกษาเชิงมนุษยวิทยา (เethnography)  เป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ซึ่งวิธีการนี้นักมนุษยวิทยา นิยมใช้วิธีการนี้เป็นวิธีการศึกษาสังเกต เพื่อทำความเข้าใจเด็กเป็นรายบุคคล โดยมีวิธีการใช้การพรรณาเชิงคุณภาพ  โดยผู้สังเกตต้องเข้าไปอาศัยในชุมชน อยู่ร่วมกับบุคคลในวัฒนธรรมนั้นๆ มีระยะเวลาในการศึกษานานเป็นเดือนหรือปี  และต้องใช้ชีวิตร่วมกับชุมชนนั้นทุกๆ วัน ต้องมีวิธีการจดบันทึกภาคสนามด้วยวิธีการสังเกต และการรายงานผลตนเองร่วมด้วย 


การประเมิน
ประมินตัวเอง : ตั้งใจฟังอาจารย์พูด
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจจดจ่อ ฟังอาจารย์พูดอธิบาย
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ ตั้งใจสอน เเละอธิบายให้ฟังอย่างเข้าใจ

บันทึกอนุทินครั้งที่ 14

บันทึกอนุทินครั้งที่14 วันศุกร์ที่24 เมษายน พ.ศ.2563 เวลาเรียน 13:30-16:30 น.   วันนี้อาจารย์ได้พูดถึงงานที่ต้องส่งเเบบส...